แมนเชสเตอร์ดาร์บี้ ต้องบอกว่าจบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วของ ฤดูกาล 2021-22 โดยทางด้าน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งเปิดบ้านสอนบอลให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปด้วยสกอร์ 4-1 ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ใช่สกอร์ที่เกินความคาดหมายเนื่องจากศักยภาพของสองทีมร่วมเมืองในระยะหลังต่างกันราวฟ้ากับเหว และ นี่คือ 3 ประเด็นสำคัญ หลังเกมที่เกิดขึ้น จะมีอะไรบ้าง เราไปติดตามพร้อมๆกันเลยกับ แมนเชสเตอร์ดาร์บี้ ครั้งที่ 187

1.ประตูของ ซานโช่

แมนเชสเตอร์ดาร์บี้ หลังเสียประตูให้เจ้าบ้านตั้งแต่ไก่โห่ในนาทีที่ 5 ลางร้ายก็แสดงให้เห็นว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่แคล้วโดนทีมร่วมเมืองถล่มเละแน่เนื่องจากตาข่ายขาดอย่างไว ที่ไหนได้ ถึงกลางครึ่งแรก เจดอน ซานโช่ อดีตเด็กเก่าของ แมนฯ ซิตี้ ซัดลูกตีเสมอให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้สำเร็จแม้ว่ารูปเกมจะไม่ถึงกับเหนือกว่าเจ้าถิ่นก็ตาม

ถึงกระนั้น มันก็ไม่ได้แปลกอะไรเนื่องจากช่วงหลังดาวเตะทีมชาติอังกฤษเริ่มสร้างประโยชน์ให้ทีมได้มากขึ้น และถูกส่งลงเล่นเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่องจนทำเอา มาร์คัส แรชฟอร์ด ตกกระป๋องอย่างถาวร และ จากสกอร์ 1-1 มันหมายความว่า ซานโช่ กลับมายิงประตูทีมเก่าที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม เป็นเม็ดแรกซะได้ด้วยหลังย้ายไปสร้างชื่อกับ ดอร์ทมุนด์ ในลีกเมืองไส้กรอก ก่อนกลับบ้านเกิดมาเซ็นสัญญากับ ผีแดง

อย่างไรก็ดี ที่สุดแล้วประตูของ ซานโช่ ไม่ได้มีความหมายอะไรเลยเนื่องจากตลอดเกม 90 นาทีเป็น แมนฯ ซิตี้ ที่มีจังหวะกระทุ้งมากกว่ารวม 24 ครั้งต่อ 5 ครั้ง และ โดยเฉพาะครึ่งหลังซึ่งพวกเขาเล่นได้เหนือกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ลิบลับ

อีกทั้งการแก้เกมของ รังนิก ที่ส่ง แรชฟอร์ด กับ เจสซี่ ลินการ์ด ลงเล่นแทน ปอล ป็อกบา กับ แอนโธนี่ อีแลงก้า ก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เพราะนับจากนั้น เรือใบสีฟ้า ยิงเพิ่มได้อีกสองตุง

2.แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปิดซีซั่นแล้ว

หลังบุกมาแพ้ แมนฯ ซิตี้ ตามความคาดหมายก็เท่ากับว่า แมนฯ ยูไนเต็ด หล่นจากอันดับสี่ของตารางเป็นที่เรียบร้อยเนื่องจากคู่ก่อนหน้า อาร์เซน่อล บุกไปเฉือนเอาชนะ วัตฟอร์ด ได้ 3-2 จากการลงเล่น 28 นัด ผีแดง เก็บได้ 47 แต้มเป็นรอง ปืนใหญ่ ซึ่งมี 48 แต้ม แต่ลงเล่นแค่ 25 นัด

โอกาสจบอันดับท็อปโฟร์ของ แมนฯ ยูไนเต็ด จึงอวสานค่อนข้างแน่แล้วหากจะเพ่งเล็งกันถึงฟอร์มระยะหลังของทีมเมืองกรุงที่จัดจ้านสิ้นดี ถึงตรงนี้ จึงน่าจะบอกได้เต็มปากว่าโอกาสประสบความสำเร็จหนึ่งเดียวในซีซั่นนี้ของ แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่ที่ศึก แชมเปี้ยนส์ลีก นั่นเอง

แต่แม้เกมแรกในรอบ 16 ทีมกับ แอตเลติโก มาดริด รังนิก จะพาทีมบุกไปตีเสมอทีม ตราหมี 1-1 ได้ แต่คงไม่ง่ายแน่ที่ทีมจากเมืองผู้ดีจะฝ่าด่านคู่แข่งจาก ลา ลีกา ทะลุเข้าสู่รอบแปดทีมสุดท้าย

หรือ ถ้าทำได้สำเร็จ โอกาสทะยานไปสุดทางถึงฝั่งฝันคว้าโทรฟี่หูใหญ่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะมีมากสักแค่ไหนเชียวในเมื่อเสือ สิงห์ กระทิง แรด ทั้งหลายยังแยกเขี้ยวอยู่ในรายการนี้แทบครบ

3.สองประตูของ เดอ บรอยน์

สมแล้วที่ได้รับเลือกให้เป็น แมน ออฟ เดอะ แม็ตช์ ของเกมนี้สำหรับ เควิน เดอ บรอยน์ กัปตันทีม แมนฯ ซิตี้ ซึ่งกดลูกเบิกร่องในเกมได้ และมาซัดอีกเม็ดพาทีมแซงนำอีกหน 2-1 นี่ถ้าโชควาสนาเป็นใจสักหน่อย ดาวเตะทีมชาติ เบลเยี่ยม น่าจะทำแฮททริคได้ด้วยซ้ำซึ่งหากเขาทำได้ก็จะนับเป็นพ่อค้าแข้งรายที่สองที่สำเร็จในเกม แมนเชสเตอร์ดาร์บี้

เท่าที่ผ่านมา มีนักเตะคนเดียวเท่านั้นที่กดแฮททริคในเกมผ่าเมืองได้คือ อังเดร แคนเชสสกี้ อดีตปีกจรวดของ แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งแผลงฤทธิ์เอาไว้เมื่อวันที่ 10 พ.ย.1994 นัดที่ ผีแดง เปิดบ้านถล่ม เรือใบ อับปาง 5-0

อย่างไรเสีย ประตูแรกของ เดอ บรอยน์ ในเกมล่าสุดทำให้เขาเป็นนักเตะ เบลเยี่ยม รายที่สี่ที่ยิงได้ใน พรีเมียร์ลีก ครบ 50 ประตูแล้วต่อจาก โรเมลู ลูกากู (118), คริสติย็อง เบนเตเก้ (86) และ เอแด็น อาซาร์ (85)

You may also like